ถ้าเกิดนักอ่านท่านใดเคยได้โอกาสเดินทางออกไปที่ต่างประเทศ มั่นใจว่าทุกคนคงจะมีลักษณะคล้ายกัน เป็นยามที่จำต้องซื้อใช้ทรัพย์สิน จำต้องไตร่ตรองให้ดี
รวมทั้งถ้าหากคุณจะต้องเสียเงินเสียทอง 1 ล้านบาทในขณะเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง บนแผ่นดินที่ไม่ใช่ถิ่นกำเนิดของคุณ ถึงแม้ว่าจะรวยแค่ไหน ก็ย่อมจำต้องรู้สึกอะไรบ้าง ไม่มากมายก็น้อยกับจำนวนเงินที่สูญไป?
ในวันสุดท้ายของการเดินทางมายังญี่ปุ่น พวกเรามีนัดสนทนากับ “ไคโจ้-เค” ณัฐพล นาคสินธุ์ ชายไทยวัย 39 ปี โปรโมเตอร์มวยไทย ศึกวันกิ่งทองคำ เจแปน และก็เจ้าของธุรกิจค่ายซ้อมมวยไทย น.นาคสินธุ์ เมืองโตเกียว ที่บริเวณอคาบาเนะ (Akabane) ซึ่งเป็นที่ตั้งของยิมสอนมวยไทยของเขา ณัฐพล เปิดเผยคุยแบบตามจริงกับ Main Stand ว่า เขาเคยขาดทุนจากการจัดมวยไทยในประเทศญี่ปุ่น ตีเป็นเงินไทยไฟต์ละ 1 ล้านบาทมาแล้ว ทั้งยังผลประกอบการกิจการค้าของเขาตลอด 1 ปีแรก ก็ขาดทุนติดลบตลอดทุกเดือน
เรื่องราวของ ณัฐพล ก็เลยมีมากยิ่งกว่าเพียงแค่การเป็น “คนจัดมวย” ที่เอานักต่อยไทยมาต่อยกับนักมวยประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุว่าหลายสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้พวกเราฟัง คงจะทำให้นักอ่านได้มองเห็นอีกนานาประการประเด็น ในโลกที่ธุรกิจกีฬาในประเทศญี่ปุ่น ที่คนประเทศไทยบางทีอาจไม่เคยทราบมาก่อน
จากนักมวยสู่ผู้ครอบครองยิม
“เรื่องจริงในช่วงเวลาที่เลิกชกมวย ผมมิได้มีความคิดต้องการกลับมาดำเนินงานที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วนะ เป็นถ้าเกิดให้มาท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ต้องการมา แม้กระนั้นให้มาปฏิบัติงาน เปิดค่ายฝึกซ้อมมวย เป็นอาจารย์มวย ไม่มีสมองที่ตรงนั้นแล้ว ด้วยเหตุว่าขณะที่พวกเรามาปฏิบัติงานที่ประเทศญี่ปุ่น พวกเราเพียงแค่อยากพื้นที่สำหรับในการต่อยมวย”
ณัฐพล นาคสินธุ์ หรือชื่อสำหรับเพื่อการชกมวย “เค ลูกพระบาท” ย้อนเรื่องในอดีตถึงจุดเริ่มสำหรับการดำเนินการที่ญี่ปุ่น ซึ่งมิได้มาในหน้าที่หัวหน้าแผนก หรือโปรโมเตอร์ แม้กระนั้นเขาเริ่มจากการเป็น “นักมวย”
เขาเป็นบุตรของ ระเบียบ นาคสินธุ์ หรือ “กิ่งทองคำ ลูกพระบาท” อดีตกาลนักมวยดีกรีแชมป์สนามมวยราชดำเนิน ที่ผันตนเองมาเป็น อาจารย์มวย, หัวหน้าภาควิชา แล้วก็โปรโมเตอร์ผู้จัดมวย หากแม้เขามีความต้องการที่ต้องการเดินตามทางนักต่อยอาชีพเสมือนอย่างป๊ะป๋า แต่ว่าบิดาของเขาก็ไม่สนับสนุนนัก จนกระทั่งเจ้าตัวมีความคิดต้องการรามือ
จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 22 ปี ณัฐพล ได้รับช่องทางจาก อาเสี่ยเล็ก S.K.V ยิม ให้เดินทางมาชกมวยที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ในต้นแบบ MMA ก่อนที่จะเขาจะถูกทาบทามจาก แสนชัย โจ๊กเกอร์ ชวนให้มาดำเนินการเป็นอาจารย์สอนมวย รวมทั้งชกมวยไทยเต็มรูปที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา 4 ปี จนถึงกำเนิดการบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าฉีก ทำให้เขาตกลงใจล่ำลาสังเวียนแล้วก็บินกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน
“ผมกลับมาไทยในตอนที่ครอบครัวประสบเจอกับปัญหาหน่อยเดียว ที่จำต้องออกมาทำค่ายฝึกมวยเอง แล้วตอนนั้นเวทีราชดำเนิน ไม่ค่อยมีผู้ชม ไหนจะมีเรื่องมีราวม็อบต่อต้านอีก คนไม่เข้าสนาม จนกระทั่งโปรโมเตอร์คนจำนวนไม่น้อยลาออกกันมากมาย บิดาผมก็ท้อเช่นกัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าสนามดังเดิมมิได้ต่ำลง”
“ในเวลานั้นขาดทุนทุกไฟต์ ทำใจไว้เลยว่าปีหนึ่งมีขาดทุนต่ำๆเป็นล้าน เห็นด้วยว่าอ่อนล้าอย่างมาก ติดลบมาตลอด 4-5 ปี แม้กระนั้นที่จำเป็นต้องทำต่อ เลิกมิได้ ด้วยเหตุว่าถ้าหากศึกวันกิ่งทองคำเลิกจัด มันจะทำให้เกิดผลเสียเป็นโดมิโน ค่ายฝึกมวยตามบ้านนอกที่มาต่อยในรายการของบิดา เด็กนักมวยภูธรอีกมากแค่ไหนที่จะขาดช่องทาง ถ้าหากพวกเราเลิกจัด”
“ก็จำเป็นต้องจุนเจือหาเงินจากทางอื่น ได้แก่ เอาคนประเทศญี่ปุ่น ชาวจีน มาเรียนมวยไทยที่ค่าย เพื่อนำเอารายได้จากส่วนนี้ ไว้สำรองเวลาจัดมวยขาดทุน ซึ่งผมเองก็ยังมีคอนเนกชั่นที่ดีกับทางประเทศญี่ปุ่น ทุกปีก็จะต้องบินขึ้นมาประเทศญี่ปุ่น 3-4 ครั้งเพื่อพานักมวยไทยไปต่อย อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากผมคุยกับทุกคนอีกทั้งในแวดวงมวยไทยที่ไทย รวมทั้งที่ประเทศญี่ปุ่น” . หนึ่งในเพื่อนฝูงของ ณัฐพล ในประเทศญี่ปุ่น ที่ยังติดต่อคบค้าสมาคมกันอยู่เสมอ เป็น ทาเกฮิโตะ วาทาเบ ชายหนุ่มนักธุรกิจที่เคยมาเรียนมวยไทยกับ ณัฐพล เขาทั้งสองยังคงนัดพบกันอยู่ตลอด ยามที่ ณัฐพล ขึ้นมาทำธุระที่ญี่ปุ่น แล้ววันหนึ่ง วาทาเบ ก็พูดเชื้อเชิญ ณัฐพล มาทำธุรกิจมวยไทยในต่างถิ่น โดยที่คู่ซี้คนประเทศไทยคนนี้ไม่เคยทราบด้วยว่าในอนาคต เขาต้องพบเห็นกับอะไร
“เขาก็กล่าวขึ้นมาว่า ‘ไหนๆก็ขึ้นมาประเทศญี่ปุ่นบ่อยมากขนาดนี้ เพราะอะไรไม่เช่าห้องหรือเปิดค่ายฝึกมวยของตนล่ะ’ ผมตอบกลับไปแบบชวนขันว่า ‘คุณก็ไปพบที่มาสิ’ เพราะว่าพวกเราทราบว่าที่ดินในประเทศญี่ปุ่นมันมีราคาสูงมากมาย”
“ผมกลับไทยไปได้สักระยะ เขาก็โทรตามให้บินมาประเทศญี่ปุ่นสัก 3 อาทิตย์ กล่าวว่า หาที่ได้แล้วนะ ผมก็ขึ้นมามอง มันเป็นห้องเตียนๆกว้างๆอยู่ในเมืองโตเกียว แม้กระนั้นค่าที่มันราคาสูงมากมาย แถมยังจำเป็นต้องเสียค่าล่วงหน้าอีก 8-9 แสน ผมก็กล่าวว่าหากจำต้องเสียส่วนนี้ ผมไม่ทำนะ เพื่อนพ้องผมก็ควักเงินในกระเป๋าออกค่าล่วงหน้าให้เอง”
“ตัวผมก็กลับไปนอนอยู่เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ผ่านไป 1 อาทิตย์ กลับมามองอีกครั้ง สหายผมไปซื้อจิกซอว์มาปูพื้นหมดแล้ว ก็เลยให้สหายคำนวณมาว่าทำเวที ซื้อวัสดุอุปกรณ์ กันห้องสุขา เดินสายไฟ ตกแต่งทั้งผอง ค่าใช้สอยทั้งสิ้นก็อยู่ที่ราว 1.4 ล้าน ก็หารกันคนละโดยประมาณ 7 แสนกว่า”
ในปี 2017 ค่ายซ้อมมวย น.นาคสินธุ์ เมืองโตเกียว เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการร่วมยินดีจากผู้คนในแวดวงมวยไทย
ความนึกคิดตอนต้นของ ณัฐพล เขามั่นใจว่าธุรกิจนี้คงจะคืนผลกำไรให้เขาได้ในเวลาไม่ช้า เพราะว่าเขาเองก็รู้จักกับคนภายในแวดวงมวยประเทศญี่ปุ่นมาก มีลูกลูกศิษย์มากมายก่ายกอง แถมยังเคยเป็นอดีตนักมวยไทยในประเทศญี่ปุ่นด้วย
เกียรติศักดิ์กลุ่มนี้คงจะมีผลต่อธุรกิจของเขา แต่ทว่าข้อเท็จจริงกับตรงกันข้ามกับสิ่งที่คิด ณัฐพล รวมทั้ง วาทาเบ ขาดทุนทั้งปีแรกที่ทำยิม จนกระทั่งจำเป็นต้องโทรไปยืมเงินครอบครัว
“ช่วงแรกที่เปิดยิม มีความรู้สึกว่าถ้าหากพวกเรามีคนมาเรียนมวยไทยสัก 300-400 คน อาจมั่งมีแน่ เพราะว่าพวกเรารู้จักคนเยอะ มีความคิดว่า 200 คนได้แน่ แต่ว่าเรื่องจริงไอ้การที่พวกเรารู้จักคนเยอะ ไม่มีความหมายว่าเขาจะยอมเสียตังค์มาเรียนมวยไทยกับพวกเรา อีกอย่างบางบุคคลที่เขารู้จักพวกเรา บ้านเขามิได้อยู่แถวยิมพวกเรา เดินทางมาเรียนตรากตรำ”
“3 เดือนแรกที่เปิดยิม มีคนมาสมัครสำหรับเข้าเรียนเพียงแค่ 10 คน เก็บมาได้เงินมาเพียงแค่เดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท แม้กระนั้นพวกเราจะต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละ 350,000 เยน ตีเป็นเงินไทยก็ราว 1 แสนบาท ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าต่างหากอีก ค่าจ้างโค้ชไม่คิด ด้วยเหตุว่าผมสอนเอง ผมขาดเงินเดือน พอๆกับว่า รวมๆขาดทุนเดือนละ 1.2 แสนบาท หักค่าเล่าเรียนที่เก็บได้ พอๆกับว่า 3 เดือนแรก พวกเราขาดทุน 9 หมื่นบาท หารคนละครึ่งกับสหายทุกเดือน”
“ผ่านไปครึ่งปี เริ่มมีนักเรียน 30-40 คน มีความคิดว่าคงจะไม่ขาดทุน ก็ยังขาดทุนอีก 2-3 หมื่น แล้วถ้าเกิดคิดแบบละเอียด ที่ผมรับประทานอยู่ค่าครองชีพทุกวัน 3 คน ผม เมีย แล้วก็บุตรสาว ที่อยู่ประเทศญี่ปุ่นวันแล้ววันเล่าล่ะ ตีเป็นเงินเท่าใด เนื่องจากว่าผมขาดเงินเดือน”
“สารภาพว่าในเวลานั้นเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง บางคราวขาดเงินจริงๆก็จำต้องโทรกลับไปที่บ้าน ‘บิดาครับผม ยืมเงินหน่อยครับผม’, ‘แม่ยายครับผม ยืมเงินหน่อยครับผม’”
“บางครั้งบางคราวผมก็เคยถามตนเองนะว่า พวกเราจะเอาเงินที่บ้านมาผลาญเพราะเหตุใดวะ แม้กระนั้นในเมื่อพวกเราเดินหน้ามาขนาดนี้แล้ว มันถอยหลังมิได้แล้ว ก็กัดฟันสู้ ปีแรกของแนวทางการทำยิม ไม่มีคำว่าผลกำไรเลย ขาดทุนทุกเดือน”
ขาดทุนเป็นล้าน
ความบากบั่น แล้วก็การออกแรงเงิน กำลังกายของ ณัฐพล ไม่เสียเปล่า เมื่อไปสู่ปีลำดับที่สองกระบวนการทำยิมมวยไทย ยอดคนสมัครสำหรับเข้าเรียนก็มากขึ้นสัมผัสหลักร้อยคน กระทั่งเกินตัวที่เขาจะสอนผู้เดียวไหว เขาก็เลยตกลงใจดึงเด็กไทยจากค่ายฝึกซ้อมมวย น.นาคสินธุ์ ที่ไทย ให้ขึ้นมาช่วยงานเป็นเทรนเนอร์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ต่อยตามรายการต่างๆในประเทศญี่ปุ่น
แต่ว่ากฏเกณฑ์สำหรับเพื่อการเลือกนักมวยที่ขึ้นมาทำงานร่วมกันของ ณัฐพล บางทีอาจพิลึกนิดหนึ่ง ตรงที่เขาจะเลือกดึงเอาเด็กเกกมะเหรกเกเร ที่ก่อให้เกิดปัญหา แทนที่จะมองหาเด็กดี เนื่องจากเขาเห็นว่า หากเด็กเกกมะเหรกเกเรพวกนั้นได้มาอยู่ในวัฒนธรรม สังคมการทำงานในประเทศญี่ปุ่น สิ่งแวดล้อมต่างๆหน้าที่การทำงานที่พวกเขาจำเป็นต้องรับผิดชอบ จะช่วยกล่อมเกลาให้เด็กๆพวกนี้ดียิ่งขึ้น
“ผมมั่นใจว่าเด็กทุกคนไม่มีผู้ใดต้องการโตมาแล้วเกกมะเหรกหรอกนะครับ ก็แค่บางเวลาด้วยสิ่งแวดล้อม เขาบางทีอาจหลงทางไป มูลเหตุที่ผมคัดเลือกมัวแต่เด็กเกกมะเหรกขึ้นมาประเทศญี่ปุ่น เพราะเหตุว่าพวกเด็กดี ให้เขาอยู่ประเทศไทย เขาก็มีอนาคตที่ดี แม้กระนั้นเด็กเกกมะเหรกเกเร ถ้าเกิดเขาสามารถเปลี่ยนความประพฤติเขาได้ พวกเราได้บุญนะ พวกเราจำเป็นต้องเปิดโอกาสเขาได้ทดลองปรับพฤติกรรม ให้เขาได้มีคุณค่า”
ข้างหลังเปิดกระทำมาได้ 1 ปีครึ่ง หากแม้จำนวนของคนที่สมัครสำหรับเข้าเรียนจะมากขึ้นแม้กระนั้นก็ยังไม่ถึงปริมาณที่ ณัฐพล รู้สึกพอใจ เขาก็เลยคิดหาวิธีที่จะทำให้ ยิมของ น.นาคสินธุ์ เมืองโตเกียว มีชื่อเสียงในวงกว้าง แล้วก็แนวทางนั้นเป็นการจัดมวยไทยในประเทศญี่ปุ่น ในชื่อ ศึกวันกิ่งทองคำ เจแปน
“การจัดมวยที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นอะไรที่ยุ่งยากกว่าการจัดมวยที่ราชดำเนินมากมาย สมมุติคุณเป็นคนร่ำรวย โปรไฟล์พอได้ มีเงินสัก 5 ล้านบาท คุณก็ได้เป็นโปรโมเตอร์ที่ราชดำเนินแล้ว แต่ว่าที่ประเทศญี่ปุ่นการจัดมวยนั้นเต็มไปด้วยข้อแม้ล้นหลาม”
“คราวแรกที่ผมจัดมวย ผมเช่าสนามกีฬาประจำอำเภอ ซึ่งเป็นสถานที่ของเมือง สำหรับให้เด็กมาจองแข่ง ค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าถูกมากมาย ราว 15,000 บาท แต่ว่าพวกเราจะต้องปูผ้าเอง เอาเวที เก้าอี้ มาตั้งเอง ทุกสิ่งเบ็ดเสร็จรายจ่ายตกอยู่ราว 120,000 บาท แล้วก็เมื่อถึงเวลา 4 ทุ่ม พวกเราจะต้องเก็บทุกๆสิ่งทุกๆอย่างให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไฟต์นั้นผมก็ชักชวนชาวไทยขึ้นมามองการต่อยด้วย แต่ว่าพวกเราไม่เคยทราบข้อตกลงบ้านเขา ห้ามดื่มเหล้าเบียร์สด บังเอิญวันนั้นตอนเก็บของ เหลือกตาระป๋องเบียร์สดเพียงแค่ 1 ใบ เขาก็แบนพวกเราไม่ให้ใช้สนามนี้อีกเลย”
เมื่อไม่อาจจะใช้สนามประจำอำเภอได้ ณัฐพล ก็เลยเปลี่ยนแปลงความคิดมองหาสนามแข่งมวยที่คงจะทำให้ ยิมของเขามีชื่อเสียงได้อย่างเร็วที่สุด แล้วก็สังเวียนซึ่งก็คือ “สนามมวยวัวระปะทุเอ็น” ที่ใกล้กับ “เมืองโตเกียวโดม” ซึ่งเป็นสังเวียนมวยมาตรฐานระดับประเทศ จุผู้ชมได้ 2,000 คน
ที่สำคัญ ยังไม่เคยมี โปรโมเตอร์ไทยใคร นำรายการของตนเอง มาจัดในเวทีมวยวัวระปะทุเอ็น เพราะเหตุว่าการจัดมวยในเวทีนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งสุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดทุน แถมยังเป็นที่รู้กันในแวดวงมวยอีกด้วยว่า สนามนี้จองคิวยากมากมาย
ติดตามข่า่วมวยอื่นๆ เวทีมวยติดขอบสนามได้ที่ muaythai65